วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันพุธ, พฤศจิกายน 25, 2009

จัดทำบทความโดยนาย สุปรีดี ประดับสุข เลขทะเบียน 5001208065

เรื่อง ทีดีอาร์ไอแนะรัฐปรับปรุงโครงสร้างภาษี หวังให้เกิดความเป็นธรรมในระบบ พร้อมเสนอให้ทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษี ป้องกันเอื้อประโยชน์คนรายได้สูง

นายสมชัย จิตสุชน นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2552 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในหัวข้อ "มาตรการทางการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ภาครัฐได้มีการลดหย่อนภาษีให้ประชาชนหลายประเภทจนกระทบต่อรายได้รัฐบาล ดังนั้น การลดหย่อนต่าง ๆ ควรกระทำในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และควรขยายฐานภาษีไปยังกลุ่มคนที่มีรายได้ เช่น เกษตรกรที่ปลูกสินค้าเกษตรหลายร้อยไร่ และจำหน่ายสินค้าเป็นจำนวนมาก โดยไม่ควรมองว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ควรเสียภาษี
นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังค่อนข้างต่ำ แม้เปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียด้วยกัน และขณะนี้ไทยได้พึ่งพาภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีสัดส่วนสูงมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึง 2 เท่าตัว ในภาวะเศรษฐกิจปกติ
ดังนั้นในอนาคตเมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องพิจารณาเรื่องค่าลดหย่อนต่าง ๆ ใหม่ว่าค่าลดหย่อนประเภทใดเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงมากเกินไปหรือไม่ รวมถึงการลดหย่อนภาษีของบีโอไอให้กับบริษัทขนาดใหญ่ โดยสามารถทำกำไรได้มาก แต่ต้องเสียภาษีน้อย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091125/88272/ทีดีอาร์ไอแนะรัฐทบทวนลดหย่อนภาษีคนรวย.html วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง

1. ถ้าเศรษฐกิจในอนาคตมีความคงที่ของค่าเงินควรจะมีการปรับโครงสร้างภาษีหรือไม่ เพราะเหตุใด
-
2. คุณคิดว่าโครงสร้างภาษีในปัจจุบันมีความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด
-
3. ทำไมการลดหย่อนภาษีต้องทำในประชากรทุกระดับ
-

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นาย สุปรีดี ประดับสุข เลขทะเบียน 5001208065

เรื่่อง หน้าสิ่วหน้าขวาน
แม้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะยืนอยู่บนเส้นด้ายแต่ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ไม่ห่วงสาขาแบงก์กรุงไทยที่ไปเปิดในกัมพูชา...

ทุกอย่างยัง ดำเนินไปอย่างปกติสุข ธุรกิจคนไทยที่ไปลงทุนร่วมลงทุนที่นั่น ทั้งธุรกิจซีเมนต์ ก่อสร้างรับเหมา แป้ง น้ำมัน และอื่นๆ ก็ไม่ได้รับผลกระทบ

สองประเทศยังกลมเกลียวใกล้ชิด บริษัทไทยที่กัมพูชาว่าจ้างคนกัมพูชามาทำให้เป็นหลัก พนักงานเหล่านี้พูดไทยได้ หรือผู้จัดการสาขา กรุงไทยก็เป็นชาวไทยที่พูดภาษาเขมรได้ ความสัมพันธ์ของคนทำงานไม่ได้เปลี่ยนแปลง

เสี่ยจิ๋ว-อภิศักดิ์ จึงหมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง

แต่อีกเปลาะที่ไม่รู้ อภิศักดิ์ จะร้อนๆ หนาวๆ หรือไม่ เพราะมีภารกิจที่ต้องดำเนินการเป็นประธานจัดการประชุมสมาคมธนาคารอาเซียน

วาระ ประชุมก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น ที่ทำให้หัวใจมันเต้นตูมตาม น่าจะเป็นบรรยากาศมากกว่า ก็สถานที่จัดการประชุมดั๊น บรรจบครบรอบจัดที่ประเทศกัมพูชาซะงั้น

กลัวไม่กลัวไม่ใช่ประเด็น อภิศักดิ์บอกแบบใจดีสู้ศึก เพราะถึงอย่างไร ก็ต้องไปอยู่ดี แต่ไปแบบปุ๊บปั๊บ ออกจากไทยเช้าวันพฤหัสบดี ไปถึงก็ประชุมเลย ประชุมเสร็จ ก็ตีตั๋วกลับบ้านทันที

ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=76741 วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง

1. ถ้าธุรกิจในกัมพูชาได้รับผลกระทบจะมีวิธีดำเนินการอย่างไร

-

2. ทุกวันนี้ปัญหาระหว่างกัมพูชา-ไทย มีความขัดแย้งกันมากขึ้นจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรทีจะไม่ทำให้ส่งผลต่อธนาคารกรุงไทย

-

3. ถ้าการลงทุนเกิดไม่เป็นไปตามที่คาดคะเนไว้จะทำอย่า่งไร

-