วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นาย อธิพงษ์ สาตรี เลขทะเบียน 5001208094

เรื่อง MPA นิด้าประเมินเศรษฐกิจไทยปี 53 เติบโต 3% แนะรัฐเร่งฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ ดันตลาดหุ้นไทยแตะ 900 จุด

ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ หรือ MPA NIDA ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีหน้าสดใสตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก หลังสัญญาณบวกชี้ชัด แนะรัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมดูแลค่าเงินบาทและเจาะตลาดส่งออกจีนและอินเดีย คาดเศรษฐกิจปี 53 ขยายตัว 2.5-3% ดันดัชนีตลาดหุ้นไทยแตะระดับ 900 จุด ชูหุ้นกลุ่มส่งออก พลังงาน สื่อสารโทรคมนาคม และธนาคารพาณิชย์โดดเด่น

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (MPA NIDA) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะมีอัตราการเติบโตในระดับ 2.5-3% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/2553 ขณะที่อัตราการขยายตัวทั้งปีคาดว่าจะอยู่ในระดับ 2.7% ส่วนในปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบประมาณ 3.5-4% ถึงแม้ว่า ไตรมาส 4 ของปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณ 2% ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวเลขการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ณ สิ้นไตรมาส 3/2552 อยู่ที่ระดับ 65% จากที่เคยลงไปต่ำสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 54.8% เช่นเดียวกับตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก รวมถึงตัวเลขการท่องเที่ยว ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะเดือนตุลาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.4%

“คาดว่า ไตรมาส 2/2553 จะเป็นจุดวกกลับของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยที่ผ่านมามีสัญญาณบวกหลายตัวทั้งการใช้จ่ายและการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ดัชนีดาวส์โจนส์ได้ทะยานสูงสุดในรอบปีที่ระดับ 10,500 จุด จากที่เคยลงไปต่ำสุด 6,700 จุดในเดือนมีนาคม เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทยก็มีสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ โดยการส่งออกมีออเดอร์มากขึ้น การผลิตเริ่มดีขึ้น รวมถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ทั้งหมดถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” รศ.ดร.มนตรี กล่าว

ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปี 2553 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ คาดว่าจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 2/2553 และคาดว่าจะอยู่ในระดับ 1.5% ในปลายปี 2553 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.25% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 3/2553 และคาดว่าในช่วงปลายปีจะอยู่ที่ระดับ 2% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.25%

รศ.ดร.มนตรี ยังกล่าวถึงปัจจัยภายในที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและจับตาเป็นพิเศษด้วยว่า มีอยู่ 5 ประเด็นหลักๆ ประกอบด้วย 1.การดูแลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ เพราะจะส่งผลต่อภาคการส่งออกที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ รวมถึงหาช่องทางตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูง เช่น จีนและอินเดียที่คาดว่าในปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตในระดับ 8.6% และ 6.5% ตามลำดับ

3.พัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวรวมทั้งหาตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ 4.ใช้งบประมาณปี 2553 และเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวมกันกว่า 1.15 ล้านล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลตอบแทนจากโครงการต่างๆ และ 5.เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะกรณีปัญหาระงับโครงการลงทุนที่มาบตาพุด ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องรีบดำเนินการแก้ปัญหาให้เกิดความชัดเจนโดยเร็วที่สุด เพราะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของ นักลงทุนต่างชาติและอาจโยกฐานไปลงทุนประเทศอื่น

“เรื่องปัญหามาบตาพุดเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะผลกระทบจะไม่ได้เกิดเฉพาะแต่ 65 โครงการซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาทที่หยุดชะงักไป แต่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อโครงการอื่นๆ ด้วย เพราะใน 65 โครงการดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับอีกหลายอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งขณะนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็วที่สุด” รศ.ดร.มนตรี กล่าว

ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA NIDA กล่าวต่อว่า ในส่วนภาพรวมตลาดหุ้นไทยนั้นคาดว่าจะมีแนวโน้มที่สดใสตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตขึ้น โดยคาดว่าสิ้นปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 750 จุด ขณะที่ปี 2553 ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปแตะที่ระดับ 900 จุด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นคือ กลุ่มส่งออก โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ และธุรกิจเกษตร กลุ่มพลังงาน สื่อสารโทรคมนาคม และธนาคารพาณิชย์

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/766326
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง
1. ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ หรือ MPA NIDA ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีหน้า เป็นอย่างไร ?
-

2. MPA NIDA เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะมีอัตราการเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใด ?
-

3. รศ.ดร.มนตรี กล่าวถึงปัจจัยภายในที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและจับตาเป็นพิเศษ มีกี่ประเด็นหลักๆ ประกอบด้วยประเด็นอะไร ?
-

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นาย สุปรีดี ประดับสุข เลขทะเบียน 5001208065

เรื่อง คลังเดินหน้ากู้ญี่ปุ่นขยายประปา1.6พันล้าน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายเคโยจิ โคมาชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น ในโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง โดยผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจกา) วงเงิน 4,462 ล้านเยน หรือประมาณ 1,651 ล้านบาท
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขผ่อนปรนคิดดอกเบี้ยสำหรับการจัดซื้อสินค้าและบริการในอัตรา 0.8% ต่อปี ส่วนค่าจ้างที่ปรึกษาคิดที่อัตรา 0.01% ต่อปี และมีค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้อีก 0.1% ของวงเงินที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย กำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้ 15 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้เงินต้น 5 ปี
สำหรับเงื่อนไขในการจัดซื้อสินค้าและบริการเปิดโอกาสให้ดำเนินการโดยเสรี สามารถจัดซื้อสินค้าและบริการได้จากทุกประเทศ โดยวิธีการประกวดนานาชาติ
โครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 8 ถือเป็นการขยายกำลังการผลิตน้ำประปาในพื้นที่รับผิดชอบของการประปานครหลวง ซึ่งจะสามารถเพิ่มพื้นที่ให้บริการได้มากกว่า 2,300 ตารางกิโลเมตร รองรับความต้องการของประชาชนได้กว่า 8.7 ล้านคน
ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินในรูปเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงปัจจุบัน เป็นวงเงินรวม 2.07 ล้านล้านเยน โดยความร่วมมือทางการเงินส่วนใหญ่จะมุ่งให้แก่โครงการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเมือง และพัฒนาชนบท รวมทั้งโครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมนุษย์
ด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รักษาการแทน ผู้อำนวยการสบน. กล่าวว่า สบน. โดยกระทรวงการคลัง ยังมีแผนลงนามร่วมกับไจก้าใน 2 โครงการ ได้แก่ การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ของสะพาน พระนั่งเกล้า ซึ่งคาดว่าจะลงนามได้ในปี 2553 และโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 2 วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะลงนามได้ในเดือนก.ย. 2553
นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า ยังมีแผนลงนามกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี กับธนาคารโลก ในโครงการสร้างถนน 4 เลนของกระทรวงคมนาคม โดยจะเป็นการกู้หน่วยงานละ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 140 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,500-4,600 ล้านบาท

ที่มาhttp://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=19480&ch=227
วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง
1. ความร่วมมือทางการเงินส่วนใหญ่จะมุ่งให้แก่โครงการพัฒนาด้านใดบ้าง
-
2.แผนลงนามกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี กับธนาคารโลก เพื่อกู้เงินไปใช้อะไร
-
3.องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น มี ชื่อย่อ ว่าอะไร
-

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นาย อธิพงษ์ สาตรี เลขทะเบียน 5001208094

เรื่อง พาณิชย์เล็งจดทะเบียนกาแฟดอยตุง-ดอยช้างในยุโรป ก.พ.53 หวั่นมือดีฉวยสิทธิ

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในเดือนก.พ.53 กรมฯ จะยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ต่อสำนักสิทธิบัตรยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพิ่มอีก 2 ชนิด คือ กาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้าง ของ จ.เชียงใหม่

หลังจากเมื่อเดือน พ.ย.51 กรมฯ ได้ยื่นจดทะเบียน GI ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นชนิดแรกในสหภาพยุโรป(อียู) และล่าสุดอยู่ในขั้นตอนพิจารณารวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าไม่เกินปี 54 อียูน่าจะรับจดทะเบียนได้ และจะทำให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการคุ้มครองครอบคลุม 27 ประเทศสมาชิกในอียู

"เมื่ออียูรับจดทะเบียนแล้วจะทำให้สินค้า GI ของไทยได้รับความคุ้มครองทันที โดยคนนอกชุมชนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า GIนั้นๆ ไม่สามารถนำชื่อสินค้าดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น ไม่สามารถแอบอ้างนำชื่อข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง หรือกาแฟดอยช้างไปขายได้ เพราะจะถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและมีความผิตามกฎหมายทันที" นางปัจฉิมา กล่าว

ที่มา
http://www.ryt9.com/s/iq03/760981
วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง
1. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ที่ใด ?
-
2. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) กี่อย่าง อะไรบ้าง ?
-
3. เมื่อเดือน พ.ย.51 กรมฯ ได้ยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) อะไรไปและเป็นอย่างไรบ้าง ?
-

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันพุธ, พฤศจิกายน 25, 2009

จัดทำบทความโดยนาย สุปรีดี ประดับสุข เลขทะเบียน 5001208065

เรื่อง ทีดีอาร์ไอแนะรัฐปรับปรุงโครงสร้างภาษี หวังให้เกิดความเป็นธรรมในระบบ พร้อมเสนอให้ทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษี ป้องกันเอื้อประโยชน์คนรายได้สูง

นายสมชัย จิตสุชน นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2552 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในหัวข้อ "มาตรการทางการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ภาครัฐได้มีการลดหย่อนภาษีให้ประชาชนหลายประเภทจนกระทบต่อรายได้รัฐบาล ดังนั้น การลดหย่อนต่าง ๆ ควรกระทำในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และควรขยายฐานภาษีไปยังกลุ่มคนที่มีรายได้ เช่น เกษตรกรที่ปลูกสินค้าเกษตรหลายร้อยไร่ และจำหน่ายสินค้าเป็นจำนวนมาก โดยไม่ควรมองว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ควรเสียภาษี
นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังค่อนข้างต่ำ แม้เปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียด้วยกัน และขณะนี้ไทยได้พึ่งพาภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีสัดส่วนสูงมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึง 2 เท่าตัว ในภาวะเศรษฐกิจปกติ
ดังนั้นในอนาคตเมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องพิจารณาเรื่องค่าลดหย่อนต่าง ๆ ใหม่ว่าค่าลดหย่อนประเภทใดเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงมากเกินไปหรือไม่ รวมถึงการลดหย่อนภาษีของบีโอไอให้กับบริษัทขนาดใหญ่ โดยสามารถทำกำไรได้มาก แต่ต้องเสียภาษีน้อย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091125/88272/ทีดีอาร์ไอแนะรัฐทบทวนลดหย่อนภาษีคนรวย.html วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง

1. ถ้าเศรษฐกิจในอนาคตมีความคงที่ของค่าเงินควรจะมีการปรับโครงสร้างภาษีหรือไม่ เพราะเหตุใด
-
2. คุณคิดว่าโครงสร้างภาษีในปัจจุบันมีความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด
-
3. ทำไมการลดหย่อนภาษีต้องทำในประชากรทุกระดับ
-

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นาย สุปรีดี ประดับสุข เลขทะเบียน 5001208065

เรื่่อง หน้าสิ่วหน้าขวาน
แม้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะยืนอยู่บนเส้นด้ายแต่ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ไม่ห่วงสาขาแบงก์กรุงไทยที่ไปเปิดในกัมพูชา...

ทุกอย่างยัง ดำเนินไปอย่างปกติสุข ธุรกิจคนไทยที่ไปลงทุนร่วมลงทุนที่นั่น ทั้งธุรกิจซีเมนต์ ก่อสร้างรับเหมา แป้ง น้ำมัน และอื่นๆ ก็ไม่ได้รับผลกระทบ

สองประเทศยังกลมเกลียวใกล้ชิด บริษัทไทยที่กัมพูชาว่าจ้างคนกัมพูชามาทำให้เป็นหลัก พนักงานเหล่านี้พูดไทยได้ หรือผู้จัดการสาขา กรุงไทยก็เป็นชาวไทยที่พูดภาษาเขมรได้ ความสัมพันธ์ของคนทำงานไม่ได้เปลี่ยนแปลง

เสี่ยจิ๋ว-อภิศักดิ์ จึงหมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง

แต่อีกเปลาะที่ไม่รู้ อภิศักดิ์ จะร้อนๆ หนาวๆ หรือไม่ เพราะมีภารกิจที่ต้องดำเนินการเป็นประธานจัดการประชุมสมาคมธนาคารอาเซียน

วาระ ประชุมก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น ที่ทำให้หัวใจมันเต้นตูมตาม น่าจะเป็นบรรยากาศมากกว่า ก็สถานที่จัดการประชุมดั๊น บรรจบครบรอบจัดที่ประเทศกัมพูชาซะงั้น

กลัวไม่กลัวไม่ใช่ประเด็น อภิศักดิ์บอกแบบใจดีสู้ศึก เพราะถึงอย่างไร ก็ต้องไปอยู่ดี แต่ไปแบบปุ๊บปั๊บ ออกจากไทยเช้าวันพฤหัสบดี ไปถึงก็ประชุมเลย ประชุมเสร็จ ก็ตีตั๋วกลับบ้านทันที

ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=76741 วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถามท้ายเรื่อง

1. ถ้าธุรกิจในกัมพูชาได้รับผลกระทบจะมีวิธีดำเนินการอย่างไร

-

2. ทุกวันนี้ปัญหาระหว่างกัมพูชา-ไทย มีความขัดแย้งกันมากขึ้นจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรทีจะไม่ทำให้ส่งผลต่อธนาคารกรุงไทย

-

3. ถ้าการลงทุนเกิดไม่เป็นไปตามที่คาดคะเนไว้จะทำอย่า่งไร

-